การค้นหาขั้นสูง

หมวดหมู่
กองโลจิสติกส์ ถ่ายทอดประกาศเจตนารมณ์ และนโยบายการไม่รับของขวัญและของกำนัลทุกชนิดจากการปฏิบัติหน้าที่ “No Gift Policy”  ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569
กองโลจิสติกส์ ถ่ายทอดประกาศเจตนารมณ์ และนโยบายการไม่รับของขวัญและของกำนัลทุกชนิดจากการปฏิบัติหน้าที่ “No Gift Policy”  ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569
นางสาวจุฑารัตน์ อาชวรัตน์ถาวร ผู้อำนวยการกองโลจิสติกส์ ถ่ายทอดประกาศเจตนารมณ์และนโยบายการไม่รับของขวัญและ ของกำนัลทุกชนิดจากการปฏิบัติหน้าที่ “No Gift Policy” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ในวันศุกร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 โดยมีผู้บริหาร ข้าราชการ พนักงานราชการ และเจ้าหน้าที่ กองโลจิสติกส์ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เข้าร่วมรับฟังนโยบายดังกล่าว ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อปลูกจิตสำนึก สร้างทัศนคติ และค่านิยมที่ดีให้กับเจ้าหน้าที่ รวมถึงเพื่อให้การขับเคลื่อนเจตนารมณ์และนโยบาย “No Gift Policy” จากการปฏิบัติหน้าที่เป็นไปตามแนวทาง ที่สำนักงาน ป.ป.ท. กำหนด พร้อมเสริมสร้างวัฒนธรรมและค่านิยมสุจริต ในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่รัฐในสังกัด กองโลจิสติกส์ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน
27 ก.พ. 2569
ประชุมหารือแนวทางการดำเนินงานและจัดทำแผนปฏิบัติการด้านการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569
ประชุมหารือแนวทางการดำเนินงานและจัดทำแผนปฏิบัติการด้านการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569
นางสาวจุฑารัตน์ อาชวรัตน์ถาวร ผู้อำนวยการกองโลจิสติกส์ มอบหมายให้คณะทำงานจัดทำและขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการด้านส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมฯ ประชุมหารือแนวทางการดำเนินงานและจัดทำแผนปฏิบัติการด้านการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ในวันพฤหัสบดีที่ 26 กุมภาพันธ์ 2568 ณ ห้องประชุม กองโลจิสติกส์ อาคารกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เพื่อใช้เป็นกรอบแนวทางในการขับเคลื่อนการส่งเสริม พัฒนาคุณธรรม จริยธรรม และธรรมาภิบาล ให้บุคลากรของกองโลจิสติกส์ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม มีการปฏิบัติตามหลักมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งยกระดับหน่วยงานไปสู่การเป็นองค์กรพัฒนาคุณธรรม ตามเกณฑ์การประเมินองค์กรคุณธรรม โดยมีกิจกรรมทั้งสิ้น 10 กิจกรรม
26 ก.พ. 2569
ภูเขาน้ำแข็งทางการเงิน ทำไม "การลดสต็อกสินค้า" จึงเป็นการเพิ่มกำไรที่ง่ายที่สุด?
ภูเขาน้ำแข็งทางการเงิน ทำไม "การลดสต็อกสินค้า" จึงเป็นการเพิ่มกำไรที่ง่ายที่สุด?
ภูเขาน้ำแข็งทางการเงิน ทำไม "การลดสต็อกสินค้า" จึงเป็นการเพิ่มกำไรที่ง่ายที่สุด? (The Hidden Cost of Inventory, Why Reducing Stock is Your Quickest Path to Profit ?) ผู้ประกอบการหลายท่านมักมองข้ามโปรเจกต์การลดสต็อกสินค้า (Inventory Reduction) หรือให้ความสำคัญน้อยกว่าการหาลูกค้าใหม่ สาเหตุหลักเป็นเพราะ "ต้นทุนที่แท้จริงของการเก็บสต็อก" (True Cost of Inventory) นั้นมักถูกมองข้าม หรือถูกประเมินต่ำกว่าความเป็นจริง เปรียบเสมือน "ภูเขาน้ำแข็ง" (Iceberg) ที่เรามักเห็นเพียงยอดที่โผล่พ้นน้ำ (มูลค่าสินค้าที่ซื้อมา) แต่สิ่งที่เรามองไม่เห็นคือส่วนมหึมาที่อยู่ใต้น้ำ ซึ่งก็คือค่าใช้จ่ายแฝงมหาศาลที่กัดกินกำไรของบริษัทอยู่เงียบๆ ทุกวัน กฎเหล็ก 20%: ต้นทุนที่คุณอาจกำลังจ่ายโดยไม่รู้ตัว จากการสำรวจข้อมูลบริษัทต่างๆ พบว่า ค่าใช้จ่ายในการถือครองสต็อกสินค้าโดยเฉลี่ยในระดับ Global กลม ๆ อยู่ที่ 20% ของมูลค่าสินค้า ต่อปี (ที่มา Oracle NetSuite, Investopedia และ AbcSupplyChain) แต่ในไทยนั้นอยู่ที่ 44.7% ต่อ GDP (ที่มา รายงานโลจิสติกส์ 2567 สศช.) ลองจินตนาการดูง่าย ๆ หากคุณมีสต็อกสินค้ามูลค่า 100 ล้านบาท กองอยู่ในโกดัง นั่นหมายความว่าถ้าตีเลขกลม ๆ คุณกำลังเสียเงินเปล่ามากกว่า 10-20 ล้านบาทต่อปี เพียงเพื่อดูแลรักษามันไว้ (หรือยังไม่รู้เลยว่าต้องทำอะไรกับมันต่อ) เงินจำนวนนี้คือเงินจมที่คุณไม่ได้นำไปใช้จ้าง พนักงานเก่ง ๆ ไม่ได้ใช้พัฒนาสินค้าใหม่ หรือไม่ได้นำไปทำการตลาดเพื่อขยายธุรกิจ ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าหากในบางอุตสาหกรรม เช่น อาหาร (เน่าเสียได้), แฟชั่น (ตกเทรนด์เร็ว) หรือสินค้าชิ้นใหญ่ (เปลืองที่) ต้นทุนนี้อาจพุ่งสูงถึง 30-40% ต่อปีเลยทีเดียว เจาะลึก 9 ต้นทุนแฝง: เงินคุณรั่วไหลไปทางไหนบ้าง? เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น นี่คือการแยกย่อยของตัวเลขกลม ๆ ประมาณ 20% (ของ Global) ที่มักเกิดขึ้นจริงในการทำธุรกิจ ดังนี้ 1. ต้นทุนเสียโอกาสของเงินทุน (Cash Flow / Cost of Capital) ~5% เงินที่จมอยู่กับของ คือเงินที่ไม่ได้งอกเงย หากนำเงินนี้ไปฝากแบงก์หรือลงทุนอื่นย่อมได้ผลตอบแทน หรือหากคุณกู้เงินมาซื้อของ ดอกเบี้ยเงินกู้นั้นคือต้นทุนโดยตรง 2. การลดราคาล้างสต็อก (Discounting) ~5% เมื่อของล้น ก็ต้องจัดโปรโมชั่น ลดแลกแจกแถมเพื่อระบายออก ทำให้เสียกำไรส่วนต่าง (Margin) ที่ควรจะได้รับ 3. ค่าเช่าและคลังสินค้า (Storage) ~3.5% ค่าเช่าโกดัง, ค่าไฟ, ค่าชั้นวางของ (Racking), และพื้นที่ที่เสียไปโดยเปล่าประโยชน์ 4. ความซับซ้อนในการทำงาน (Complexity) ~3% ยิ่งของเยอะ ยิ่งจัดการยาก เกิดความผิดพลาด (Errors), ความเครียดของพนักงาน และความล่าช้าในการค้นหาของ 5. สินค้าเสียหายและสูญหาย (Destruction) ~2% สินค้าหมดอายุ (Expired), เสื่อมสภาพ หรือขายไม่ออกจนต้องทำลายทิ้ง 6. คุณภาพลดลง (Quality) ~1.5% สินค้าเก่าเก็บอาจเกิดตำหนิ ต้องมาเสียเวลาซ่อมแซม (Rework) หรือคุณภาพด้อยลงตามกาลเวลา 7. ประกันภัย (Insurance) ~1% เบี้ยประกันที่ต้องจ่ายคุ้มครองมูลค่าสินค้าในคลัง 8. การบริหารจัดการ (Management) ~0.5% ค่าซอฟต์แวร์, ค่าแรงในการนับสต็อก (Stock Count) 9. ของหาย/ยอดไม่ตรง (Variance/Theft) ~0.5% ของหายโดยไม่ทราบสาเหตุ หรือการถูกขโมย ตัวเลขเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า "Inventory is Money" การลดสต็อกไม่ใช่แค่การทำให้โกดังโล่งขึ้น แต่คือการดึง "กระแสเงินสด" กลับเข้ามาในมือ และเปลี่ยนรายจ่ายแฝงให้กลายเป็น "กำไรสุทธิ" (Net Profit) ทันทีโดยไม่ต้องเพิ่มยอดขายแม้แต่บาทเดียว หากคุณต้องการเริ่มโปรเจกต์ลดสต็อก ให้ลองใช้กฎ 20% นี้คำนวณ ROI (ผลตอบแทนการลงทุน) เบื้องต้นดู แล้วคุณจะพบว่าขุมทรัพย์ในบริษัทของคุณ อาจซ่อนอยู่ในโกดังหลังบ้านนี่เอง และถ้าคุณไม่รู้จะเริ่มโครงการลดสต๊อกยังไง ติดต่อ "กองโลจิสติกส์ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม" ได้เลยครับ อบรมฟรี โครงการฟรี มีผู้เชี่ยวชาญเข้าไปให้คำปรึกษาและจับมือทำโปรเจคลดต้นทุน ฟรี ๆ ณ สถานประกอบการ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น https://forms.gle/NdkZVeZ9gvqGCikH9 (เขียนในข้อเสนอแนะว่า ขอเข้าโครงการปี 2569) นายภาณุพงศ์ คำผาด วิศวกรชำนาญการ ผู้เรียงเรียบและเขียนบทความ
10 ก.พ. 2569
ขอเชิญผู้ประกอบการขนส่งและโลจิสติกส์เข้าร่วมอบรมเชิงปฏิบัติการ ภายใต้หัวข้อ “Logistics Decarbonization: Towards Low Emissions Transport and Logistics Services
ขอเชิญผู้ประกอบการขนส่งและโลจิสติกส์เข้าร่วมอบรมเชิงปฏิบัติการ ภายใต้หัวข้อ “Logistics Decarbonization: Towards Low Emissions Transport and Logistics Services
From Counting to Cutting: วัดให้ชัด ลดให้ชัวร์ จาก“การวัด CO₂” → สู่ “การทำมาตรฐาน และแผนลด CO₂ (Net Zero Roadmap) ที่ใช้จริงในองค์กร” รู้ก่อน = ทำก่อน = คุณได้เป็นหัวแถว ทำไม LSP ควรรีบเข้า? • เพราะ ISO 14083 คือมาตรฐานสากล "ใหม่" (ประกาศใช้ 2023) สำหรับคำนวณ/รายงาน GHG ของซัพพลายเชนการขนส่ง ครอบคลุมทุกโหมดและรวมงานที่ Hub ด้วย • GLEC Framework เป็นแนวทางภาคอุตสาหกรรมหลักสำหรับการประยุกต์ใช้ ISO 14083 เพื่อให้การคำนวณ/รายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในโลจิสติกส์มีความสอดคล้อง โปร่งใส และเปรียบเทียบได้ในซัพพลายเชนการขนส่งหลายรูปแบบ (multi-modal) ที่สำคัญ: ไม่ใช่แค่วัด CO₂ ในเวิร์กช็อปนี้จะพาไปถึง CFO + วิธีคิดตาม ISO 14083 / GLEC ทำ Decarbonization Roadmap + Action Plan (เอาไปใช้ได้จริง) เตรียมความพร้อม LSP สู่ Low-Carbon / Net Zero journey ตัวอย่างของบริษัทชั้นนำระดับโลก: • DHL ทำ GoGreen Dashboard รายงานคาร์บอนให้ลูกค้า โดยยึด ISO 14083 + GLEC • Maersk อ้างอิง GLEC และเครื่องมือคำนวณ aligned กับ ISO 14083 อบรมฟรี! รับแค่ 30 คน/รุ่น (ผู้ที่ผ่านอบรมจะได้รับวุฒิบัตร) รุ่น 1 หาดใหญ่ 10–11 มี.ค. 2569 รุ่น 2 กทม. (สยาม/ซอยจุฬา 16) 16–17 มี.ค. 2569 สมัคร: https://docs.google.com/.../1FAIpQLSdMFrY888MkI.../viewform สอบถาม: logsys.psu@gmail.com / 097-964-8589 (คุณวรรณี) หรือ กองโลจิสติกส์ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม 02-430-6875 , 02-430-6876 ต่อ 1589 #ISO14083 #GLEC #LogisticsDecarbonization #LowCarbonLogistics #LSP #DIPROM #Logistics #Green
04 ก.พ. 2569
เจาะลึก Economic World Forum 2026 เมื่อ “ความแน่นอน หายไป... Foresight & Agility” คืออาวุธใหม่ที่ธุรกิจต้องมี ⚔️
เจาะลึก Economic World Forum 2026 เมื่อ “ความแน่นอน หายไป... Foresight & Agility” คืออาวุธใหม่ที่ธุรกิจต้องมี ⚔️
เจาะลึก Economic World Forum 2026 เมื่อ “ความแน่นอน หายไป... Foresight & Agility” คืออาวุธใหม่ที่ธุรกิจต้องมี ⚔️ ในเวที World Economic Forum ประจำปี 2026 ภาพรวมของเศรษฐกิจโลกได้ส่งสัญญาณชัดเจนไปยังภาคธุรกิจว่า ยุคสมัยของการบริหารจัดการซัพพลายเชนแบบดั้งเดิมที่เน้นเพียง “ต้นทุนต่ำที่สุด” และระบบ “Just-in-Time” เพื่อลดสต็อกสินค้าได้สิ้นสุดลงแล้ว รายงาน Global Value Chains Outlook 2026 (มีให้ดาวน์โหลดใน Comment) และผลสำรวจผู้บริหารกว่า 3,500 คนทั่วโลก ชี้ให้เห็นว่าโลกกำลังเผชิญกับความผันผวนเชิงโครงสร้าง (Structural Volatility) ที่ไม่ใช่แค่เหตุการณ์ชั่วคราว แต่เป็นสภาวะถาวรที่เกิดจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การกีดกันทางการค้า และการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ สำหรับผู้ประกอบการไทย นี่คือจุดเปลี่ยนที่ชี้ให้เห็นว่า ยุคแห่งความแน่นอนได้ผ่านพ้นไปแล้ว และถูกแทนที่ด้วย “ความสามารถในการหยั่งรู้ (Foresight)” และ “ความพร้อมในการปรับตัว (Agility)” ซึ่งถือเป็นปัจจัยชี้ขาดความอยู่รอดทางธุรกิจในโลกยุคใหม่ 1. เปลี่ยนมุมมอง โลจิสติกส์คือ “กลยุทธ์สร้างการเติบโต” ไม่ใช่แค่ส่วนสนับสนุนอีกต่อไป สิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจนที่สุดในปี 2026 คือสถานะของงานโลจิสติกส์ จากเดิมที่เป็นเพียงฟังก์ชันสนับสนุนเบื้องหลัง (Back-office) ปัจจุบันถูกยกระดับขึ้นเป็น “สินทรัพย์เชิงกลยุทธ์ (Strategic Asset)” ที่ขับเคลื่อนความสามารถในการแข่งขัน ผลสำรวจระบุว่าผู้บริหารกว่า 54% คาดการณ์ว่าการค้าโลกจะเติบโตขึ้น แต่เป็นการเติบโตท่ามกลางความไม่แน่นอน ผู้ประกอบการจึงหันมาให้ความสำคัญกับการกระจายความเสี่ยง (Diversification) เป็นอันดับแรก โดยเฉพาะการขยายฐานซัพพลายเออร์และการหาตลาดใหม่ เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาแหล่งผลิตเดียว นอกจากนี้ คลังสินค้า (Warehousing) ได้กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญที่สุดอันดับหนึ่ง แซงหน้าท่าเรือหรือถนน เพราะคลังสินค้าในยุคใหม่ไม่ใช่แค่ที่เก็บของ แต่เป็นจุดยุทธศาสตร์ที่กำหนดความเร็วและความยืดหยุ่นในการเข้าถึงลูกค้า ผู้ประกอบการไทยจึงควรพิจารณาการลงทุนหรือหาพันธมิตรด้านคลังสินค้าที่มีเทคโนโลยีทันสมัย เพื่อรองรับสินค้าคงคลังที่อาจต้องเพิ่มขึ้นด้วยการประมาณการ Safety Stock ที่เหมาะสมเพื่อให้การกระจายสินค้ารวดเร็วยิ่งขึ้น 2. ภูมิรัฐศาสตร์และการจัดระเบียบซัพพลายเชนใหม่ จากโลกาภิวัตน์ (Globalization) สู่การรวมกลุ่มระดับภูมิภาค (Regionalization) สถานการณ์โลกที่แบ่งขั้วอำนาจทำให้โมเดลซัพพลายเชนแบบยาวเหยียดที่ผลิตจากซีกโลกหนึ่งเพื่อส่งไปอีกซีกโลกหนึ่งเริ่มล้าสมัย ธุรกิจข้ามชาติกำลังปรับตัวเข้าสู่รูปแบบ “Regionalization” หรือการผลิตและบริโภคภายในภูมิภาคเดียวกัน (Local-for-local) มากขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงจากกำแพงภาษีและความขัดแย้งระหว่างประเทศ รายงานระบุว่าบริษัทต่าง ๆ กำลังมองหาทำเลการผลิตใหม่ ๆ ที่มีความมั่นคงทางนโยบายและโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามและอินเดียกำลังถูกจับตามองในฐานะฐานการผลิตใหม่และการส่งออก สำหรับผู้ประกอบการไทย การปรับตัวตามเทรนด์นี้หมายถึง การมองหาโอกาสในการเชื่อมโยงกับซัพพลายเชนในภูมิภาค (Regional Value Chains) และต้องติดตามนโยบายการค้าระหว่างประเทศอย่างใกล้ชิด เพราะความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ได้กลายเป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจลงทุน (CAPEX) ไปแล้ว 3. เทคโนโลยี AI และการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล กุญแจสู่การมองเห็นอนาคต (Foresight) ในยุค 2026 เทคโนโลยีไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือช่วยทำงาน แต่เป็นตัวตัดสินความอยู่รอด ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และระบบอัตโนมัติ (Automation) ถูกนำมาใช้เพื่อสร้าง Foresight หรือความสามารถในการมองเห็นและคาดการณ์ปัญหาล่วงหน้า แทนที่จะรอให้ปัญหาเกิดแล้วค่อยแก้ไข ผู้บริหารมองว่าการนำ AI มาใช้เป็นปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตที่สำคัญพอ ๆ กับการเข้าสู่ตลาดใหม่ อย่างไรก็ตาม อุปสรรคสำคัญที่ยังคงอยู่ที่กระบวนการทางศุลกากรและชายแดน ซึ่งถูกระบุว่าเป็นสาเหตุหลักของความล่าช้า (ถึงแม้จะมีระบบอิเล็กทรอนิกส์แล้ว) ดังนั้น การผลักดันระบบศุลกากรอิเล็กทรอนิกส์และการเชื่อมโยงข้อมูลแบบดิจิทัลจึงเป็นเรื่องเร่งด่วน ผู้ประกอบการไทยต้องเร่งปรับตัวใช้เทคโนโลยีในการบริหารจัดการข้อมูล (Data) เพื่อให้สามารถมองเห็นสถานะสินค้าได้แบบเรียลไทม์ (Visibility) และทำงานร่วมกับแพลตฟอร์มดิจิทัลต่าง ๆ ได้อย่างไร้รอยต่อ 4. บทบาทผู้นำแบบใหม่ จาก “ผู้ควบคุม” สู่ “ผู้ประสานงานระบบนิเวศ (Ecosystem Orchestrator)” สุดท้ายนี้ แนวคิดการบริหารจัดการของผู้ประกอบการต้องเปลี่ยนจากผู้ที่พยายามควบคุมทุกอย่างด้วยตนเอง (End-to-end Operator) มาเป็น “ผู้ประสานงาน (Orchestrator)” ที่บริหารจัดการเครือข่ายพันธมิตร ในโลกที่ซับซ้อน ไม่มีบริษัทใดสามารถสร้างความยืดหยุ่นได้โดยลำพัง ความสำเร็จจะเกิดจากการทำงานร่วมกันในระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่ประกอบด้วยซัพพลายเออร์ ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ และภาครัฐ อย่างโปร่งใสและเชื่อถือได้ (Trust) ผู้ประกอบการไทยควรสร้างเครือข่ายพันธมิตรที่หลากหลายและมีความยืดหยุ่น พร้อมที่จะปรับเปลี่ยนแหล่งวัตถุดิบหรือเส้นทางขนส่งได้ทันทีเมื่อเกิดวิกฤต การลงทุนในความยืดหยุ่น (Resilience) วันนี้ ไม่ใช่ต้นทุนส่วนเกิน แต่เป็นการลงทุนเพื่อสร้างความสามารถในการทำกำไรและเติบโตในอนาคต บทสรุปจาก WEF 2026 เมื่อ ความไม่แน่นอน คือความปกติใหม่ โลกธุรกิจกำลังเปลี่ยนผ่าน... ผู้ประกอบการไทยต้องไม่เพียงแค่ตั้งรับ แต่ต้องรุกด้วยการปรับโครงสร้างธุรกิจให้ยืดหยุ่น (Agility) ใช้เทคโนโลยีขับเคลื่อนการตัดสินใจ และยกระดับโลจิสติกส์ให้เป็นอาวุธสำคัญทางกลยุทธ์เพราะในยุคต่อไป... “ผู้ที่อยู่รอดไม่ใช่ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุด แต่คือผู้ที่ปรับตัวได้เร็วที่สุด” หากคุณกำลังมองหาทิศทางในการปรับตัว กองโลจิสติกส์ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม พร้อมเป็นพันธมิตรพาธุรกิจคุณก้าวข้ามความผันผวน มาร่วมสร้างความแข็งแกร่งและยืดหยุ่นพร้อมรับโลกยุคใหม่ไปด้วยกัน 👉 จองคิวเข้าร่วมโครงการ (ไม่มีค่าใช้จ่ายตลอดการเข้าร่วมโครงการ) https://forms.gle/NdkZVeZ9gvqGCikH9 อ่านบทความเต็มได้ที่ https://www.weforum.org/publications/global-value-chains-outlook-2026-orchestrating-corporate-and-national-agility/ https://www.weforum.org/stories/2026/01/logistics-viewed-today-no-longer-support-function-but-strategic-enabler-of-growth/ https://trans.info/en/davos-2026-logistics-450464 เรียบเรียงข้อมูลโดย นายภาณุพงศ์ คำผาด วิศวกรชำนาญการ
23 ม.ค. 2569
Ecommerce Last mile delivery
การบริหารจัดการระบบโซ่ความเย็นสำหรับการจัดจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ กรณีศึกษา นมพาสเจอไรซ์ และ นมพาสเจอไรซ์โปรตีนสูง
บทคัดย่อ การบริหารจัดการโลจิสติกส์ด้วยระบบโซ่ความเย็น (Cold Chain) มีบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรมอาหารแปรรูปและเกษตรแปรรูป โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่เน่าเสียง่าย อีกทั้งในปัจจุบันการจำหน่ายสินค้าผ่านช่องทาง E-Commerce ก็เข้ามามีบทบาทสำคัญในการจัดส่งสินค้าแบบ Last-mile Delivery ด้วยรถจักรยานยนต์ หรือรถบรรทุกตู้ทึบแบบไม่ควบคุมอุณหภูมิ ผลิตภัณฑ์นมพาสเจอไรซ์ก็เป็นอีกสินค้าที่มีการจำหน่ายผ่านช่องทาง E-Commerce มากยิ่งขึ้น และนมพาสเจอไรซ์มีหลากหลายรูปแบบ ซึ่งที่กำลังเป็นที่นิยมในปัจจุบันคือเน้นด้านสุขภาพ เช่น นมโปรตีนสูง แต่อย่างไรก็ตามการขนส่งสินค้าแบบ Last-mile ดังกล่าวประสบปัญหาที่ทำให้สินค้าไม่ได้รับการควบคุมอุณหภูมิขณะทำการจัดส่งให้กับลูกค้า โดยเฉพาะนมพาสเจอไรซ์ที่พบปัญหาเน่าเสียก่อนถึงวันหมดอายุ นมเกิดการแปรสภาพเป็นลิ่ม และอุณหภูมิของนมเท่ากับอุณหภูมิห้อง (Ambient Temperature) งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์หาสาเหตุของการบูดเน่าเสียและเป็นลิ่มของนมพาสเจอไรซ์โปรตีนสูง และวิเคราะห์บรรจุภัณฑ์เพื่อการขนส่ง E-Commerce ที่เหมาะสมในการชะลอการบูดเน่าของนมพาสเจอไรซ์โปรตีนสูงตัวอย่าง ผลการวิจัยพบว่า ทำการเก็บนมพาสเจอไรซ์มาตรฐานและโปรตีนสูงในบรรจุภัณฑ์กล่องลูกฟูกชั้นเดียว (เหมือนที่จำหน่าย) พบว่า นมพาสเจอไรซ์มาตรฐาน เมื่อทิ้งไว้ที่อุณหภูมิห้องเป็นเวลานานขึ้น ทำให้จุลินทรีย์เกิดการเจริญเติบโตและ Lactose ในนมพาสเจอไรซ์จะเกิดการแตกตัวกลายเป็นกรด ทำให้ H+ ion เกิดขึ้นในน้ำนมทำให้มีสภาวะเป็นกรด ค่า pH จะสูงและเกิดการตกตะกอนและรสเปรี้ยวเกิดลิ่มนมเปรี้ยว Sour Cradling สำหรับนมพาสเจอไรซ์โปรตีนสูง เมื่อเก็บผลิตภัณฑ์เป็นเวลา 24 ชั่วโมงที่อุณหภูมิห้องจะเกิดการบูดเน่าเป็นลิ่ม เนื่องจากมีส่วนผสมของ Casein และ Whey Protein Phosphate ปริมาณสูงกว่าปกติ จึงทำหน้าที่ Buffer ทำให้ H+ ion จับตัวกับ Phosphate และละลายในนมลดลง ทำให้ค่า pH ไม่ลดลง และไม่เกิดความเปรี้ยว แต่จุลินทรีย์ในนมยังคงเจริญเติบโตไปเรื่อยๆ ปริมาณ Casein จำนวนมากเกิดการเกาะตัวกันและตกตะกอนเกิดลิ่มนมหวาน Sweet Cradling และสารละลายเกิดการบูดเน่าจากการพบ Coliform Bacteria โดยไม่มีสัญญาณบอกเหตุ หรือ Silent Spoilage เมื่อทดสอบบรรจุภัณฑ์เพื่อการขนส่งรูปแบบอื่นๆ พบว่า กล่องลูกฟูก 2 ชั้น ทำให้ผลิตภัณฑ์นมพาสเจอไรซ์ทั้ง 2 ตัวอย่าง ไม่เกิดการบูดเน่าเมื่อเวลาผ่านไป 24 ชั่วโมง แต่อุณหภูมิของผลิตภัณฑ์เท่ากับอุณหภูมิห้อง แต่บรรจุภัณฑ์กล่องโฟมกลับทำให้ผลิตภัณฑ์นมพาสเจอไรซ์ทั้ง 2 ตัวอย่างเกิดการบูดเน่าพบ Coliform Bacteria ที่ 24 ชั่วโมง เนื่องจากกล่องโฟมในสภาวะที่ไม่มีสารทำความเย็น จะกลายเป็นฉนวนกักเก็บความร้อน (Incubator) ทำหน้าที่เก็บความร้อนจากปฏิกิริยา Metabolic Heat ของจุลินทรีย์ในนม ทำให้เร่งปฏิกิริยาการเกิดจุลินทรีย์ให้เกิดเพิ่มมากขึ้นกว่าปกติ จึงส่งผลให้นมพาสเจอไรซ์ทั้ง 2 ตัวอย่างเกิดการบูดเน่า โดยนมพาสเจอไรซ์มาตรฐานจะมีกลิ่นเปรี้ยวและ pH ลดลง แต่นมพาสเจอไรซ์โปรตีนสูงยังมีค่า pH เป็นกลางจากการเกิด Buffer ของ Phosphate แต่ผลิตภัณฑ์ทั้ง 2 ไม่เกิดลิ่มนมขึ้น (No Curdling) แนวปฏิบัติที่ดีในการจัดส่งและจัดเก็บนมพาสเจอไรซ์และนมพาสเจอไรซ์โปรตีนสูงสำหรับการจำหน่ายผ่านช่องทาง E-commerce และขนส่งแบบ Last-mile Delivery ควรจะต้องรักษาอุณหภูมิของนมให้ได้ตามที่กำหนด (ไม่เกิน 8 oC) โดยใช้วัสดุควบคุมอุณหภูมิ ในระยะเวลาอันสั้นไม่ควรเกิน 2 ชั่วโมง และติดต่อกับลูกค้าให้ทราบสถานการณ์เสมอ เพื่อลดต้นทุนจากความสูญเสียของนมที่บูดเน่าและการตีกลับของสินค้าที่ไม่ได้อุณหภูมิที่กำหนดตามตัวชี้วัดประสิทธิภาพโลจิสติกส์ของอุตสาหกรรม จัดทำและนำเสนอโดย นางสาวจิรประภา ขจรบุญ นักวิชาการอุตสาหกรรมชำนาญการพิเศษ กองโลจิสติกส์ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม
08 ต.ค. 2568
กองโลจิสติกส์ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการแจ้งเบาะแสการกระทำทุจริต ภายใต้โครงการ “เรียกรับ...เราร้อง”
กองโลจิสติกส์ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการแจ้งเบาะแสการกระทำทุจริต ภายใต้โครงการ “เรียกรับ...เราร้อง”
กองโลจิสติกส์ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการแจ้งเบาะแสการกระทำทุจริต ภายใต้โครงการ “เรียกรับ...เราร้อง” เพื่อสร้างความตระหนักรู้แก่ ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เกี่ยวกับบทบาทในการต่อต้านการทุจริตความสำคัญของการร้องเรียนและแจ้งเบาะแสการทุจริตตลอดจนเพื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ช่องทางการร้องเรียนและการแจ้งเบาะแสการทุจริตที่ปลอดภัยซึ่งจะช่วยลดปัญหาการทุจริตของประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม หากท่านพบเห็นการเรียกรับสินบน หรือ การกระทำทุจริตคอร์รัปชัน ท่านสามารถร้องเรียน ได้ที่สำนักงาน ป.ป.ช. (https://wbs.nacc.go.th) หรือ สายด่วน 1205 โดย กองโลจิสติกส์ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม มีเจ้าหน้าที่จำนวน 30 คน ขอประกาศเข้าร่วมโครงการและร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการแจ้งเบาะแสการกระทำทุจริต ร่วมกันสร้างวัฒนธรรมการแจ้งเบาะแส เพื่อลดความเสี่ยงขององค์กร และ เพื่อลดปัญหาคอร์รัปชันในประเทศไทย
24 ก.ย. 2568
กองโลจิสติกส์ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม จัดกิจกรรม “กล.กสอ. เผยแพร่องค์ความรู้การส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมประจำหน่วยงาน”
กองโลจิสติกส์ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม จัดกิจกรรม “กล.กสอ. เผยแพร่องค์ความรู้การส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมประจำหน่วยงาน”
กองโลจิสติกส์ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม จัดกิจกรรม “กล.กสอ. เผยแพร่องค์ความรู้การส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมประจำหน่วยงาน” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ความรู้และผลสำเร็จจากการดำเนินกิจกรรมส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมภายในหน่วยงาน ตลอดจนเพื่อแสดงถึงความพร้อมในการเป็นแหล่งเรียนรู้ต้นแบบให้กับองค์กรอื่น ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนที่สนใจนำแนวทางดังกล่าวไปประยุกต์ใช้ ภายใต้กิจกรรมดังกล่าว กองโลจิสติกส์ได้ดำเนินการจัดทำสื่อเผยแพร่ความรู้ในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ชัดเจนและเข้าถึงได้ง่าย ได้แก่ คลิปวิดีโอ 1 คลิป นำเสนอภาพรวมของกิจกรรมส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมภายในหน่วยงาน ตลอดจนแนวทางและผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง , เอกสารองค์ความรู้ 1 เล่ม , สื่อประกอบ PDF และ PowerPoint ที่รวบรวมความสำเร็จของผลการดำเนินงาน และการถอดบทเรียน การจัดทำกิจกรรมในครั้งนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของกองโลจิสติกส์ ในการยกระดับมาตรฐานด้านคุณธรรมจริยธรรม และการพัฒนาวัฒนธรรมองค์กรที่เข้มแข็ง อันจะนำไปสู่การบริหารจัดการที่โปร่งใส เป็นธรรม และยั่งยืน ทั้งนี้ กองโลจิสติกส์ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม พร้อมเปิดโอกาสให้หน่วยงานที่สนใจ เข้าศึกษาดูงานหรือแลกเปลี่ยนแนวทางการดำเนินงาน เพื่อร่วมกันสร้างสังคมคุณธรรมอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป การดำเนินการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรม 2568 สื่อเผยแพร่องค์ความรู้การส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมประจำหน่วยงาน
29 พ.ค. 2568
กิจกรรมห้องเรียนสีขาวของกองโลจิสติกส์
กิจกรรมห้องเรียนสีขาวของกองโลจิสติกส์
กิจกรรมห้องเรียนสีขาวของกองโลจิสติกส์ กองโลจิสติกส์ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ดำเนินกิจกรรมการเสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรม ปลูกจิตสำนึกด้านทุจริตให้กับบุคลากรในสังกัดของกองโลจิสติกส์ นำโดยผู้อำนวยการกองโลจิสติกส์ พร้อมทั้งข้าราชการ พนักงานราชการ และพนักงานจ้างเหมาบริการ ภายใต้แผนปฏิบัติการด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ และแผนปฏิบัติการด้านส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 กิจกรรม "ห้องเรียนสีขาว ของกองโลจิสติกส์" โดยกิจกรรมดังกล่าวได้เริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2568 เป็นต้นมา ประกอบด้วยกิจกรรมต่างๆ ดังนี้ 1. ดำเนินการจัดกิจกรรมถ่ายทอดองค์ความรู้ เผยแพร่สื่อประชาสัมพันธ์ด้านคุณธรรมจริยธรรมและการต่อต้านการทุจริต ให้กับเจ้าหน้าที่ทุกคนของกองโลจิสติกส์ 2. เจ้าหน้าที่ทุกคนของหน่วยงานดำเนินการทำแบบทดสอบด้านคุณธรรม จริยธรรม และพฤติกรรมในการต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ โดยดำเนินการทำแบบทดสอบ 32 คน คิดเป็น 100%
22 เม.ย. 2568