"Deep Inside อยู่ในใจโลจิสติกส์อุตสาหกรรม"  Ep.1 มาสังเกตอุตสาหกรรมการผลิตผลิตภัณฑ์อาหาร VS การผลิตผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำแปรรูป

24 มี.ค. 2569    ธีรศักดิ์    69

"Deep Inside หัวใจโลจิสติกส์อุตสาหกรรม" 

Ep.1 มาสังเกตอุตสาหกรรมการผลิตผลิตภัณฑ์อาหาร VS การผลิตผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำแปรรูป


        สวัสดีแฟนเพจทุกท่านนะครับ กลับมาแล้วสำหรับ Seri Deep Inside ในโลจิสติกส์อุตสาหกรรม สำหรับท่านที่ติดตามทุกๆ ท่านนครับหลังจากห่างหายไปนาน แอดแอบไปซุ้มซ้อมและรวมรวมเรื่องราวมต่างๆ ที่น่าสนใจในโลจิสติกส์ภาคอุตสาหกรรม เช่นเดิมครับ การกลับมาครังนี้เรากลับมาใน ธีมที่ชื่อว่า Deep Inside เรามาเริ่มต้นด้วยการสังเกต และลองเทียบตัวชี้วัดต่างๆ ของ ILPI ของภาคอุตสาหกรรม สำหรับท่านใดที่ส่งสัยว่า ILPI คืออะไร ลองย้อนดูบทความเก่าๆ ของเราหรือลองเขามาศึกษาจากทางกองได้ครับ โดยปัจจุบันเราก็มี E-book ให้ทุกท่านที่สนใจและทำความเข้าใจกันครับ เอาละหลังจากนอกเรื่องมานานเรามาเริ่มต้นด้วยการสังเกตอุตสาหกรรมผ่านเครื่องมือ iLPI ของภาคอุตสาหกรรมกัน โดยในบทความนี้เราจะโฟกัสในกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร หากในภาษาทางการของเรา ก็จะมีชื่อเรียกเก๋ๆ “TSIC CODE C10 การผลผลิตผลิตภัณฑ์อาหาร” โดยในกลุ่มนี้ก็จะมีกลุ่มย่อยๆ ให้เราลองสังเกตความแตกต่างได้อีกครับ ซีงครั้งนี้เราจะมาลอง “Benchmark” กับกลุ่มอุตสาหกรรมย่อยๆ นั้นก็คือ “กลุ่มการผลิตผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำแปรรูป” ท่านใดที่ประกอบกิจการหรือเกี่ยวของกับการดำเนินธุรกิจในกลุ่มอุตสาหกรรมนี้ลอง
มาสังเกตไปพร้อมๆ กัน และลองสังเกตบริบทบริษัทของท่านว่าบริษัทของเรานั้นอยู่ส่วนไหนของกลุ่มกันน่ะ ได้เป็นหัวแถวไหมเอย??
        “.....??” แถวอะไร แล้วเราอยู่ในแถวไหมน่ะ  
ยังไม่ต้องตกใจครับ เพราะสิ่งที่เราจะเล่าต่อไปนี้ เป็นการเล่าจากสถานประกอบการช่วยเล่าให้เราฟังในแบบต่างๆ แล้วแอดก็นำมาเรียงลำดับในแต่ละด้านแต่ละตัวชี้วัดในมุมมองของโจิสติกส์ภาคอุตสาหกรรม (เสมือนห้องเรียนห้องหนึ่ง) ว่าหัวแถวที่เราไปพบเห็นมานั้นเข้ามีระดับตัวชี้วัดในแต่ละด้านเป็นอย่างไรบ่าง เริ่มสนใจขึ้นมาแล้วใช้ไหมครับ งั้นเราไปพบกันเลย

(Insight) 

       การวิเคราะห์กลุ่มอุตสาหกรรมกลุ่มนี้เชิงลึกกลุ่มนี้มาจากพี่ๆ สถานประกอบการที่เข้าร่วมโครงการกับกองโลจิสติกส์ที่ร่วมกันเรียนรู้และศึกษาร่วมกันพัฒนาโลจิสติกส์ในองค์กรร่วมกันกับเรา (จะแอบกระซิบว่าแต่ละสถานประกอบการมีความเป็นเอกลักษณ์ของตนเองยังกับต้นไม้ชนิดเดียวกันแต่กิงก้านใบความสูง ความโต ไม่เท่ากัน) โดยมีพี่ๆ จากสาขาการผลิตผลิตภัณฑ์อาหารจากกลุ่มอุตสาหกรรมย่อยประกอบด้วย การผลิตน้ำตาล การผลิตผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการโม่-สีธัญพืช การผลิตน้ำมันปาล์ม การผลิตน้ำมันและไขมันจากสัตว์และผลิตภัณฑ์ที่ได้จากน้ำมันพืช  การผลิตผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำแปรรูป การผลิตอาหารสำเร็จรูป การผลิตเนื้อสัตว์(ยกเว้นสัตว์ปีก) การผลิตผลิตภัณฑ์ขนมอบ การผลิตสตาร์ชและผลิตภัณฑ์จากสตาร์ช การผลิตสัตว์น้ำบรรจุกระป๋อง การผลิตผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์และเนื้อสัตว์ปีก การผลิตเครื่องปรุงอาหารประจำโต๊ะและเครื่องประกอบอาหาร การผลิตมะกะโรนีเส้นก๋วยเตี๋ยว และผลิตภัณฑ์อาหารจำพวกแป้ง และการผลิตผลิตภัณฑ์อาหารอื่น 

      จาการสำรวจและสังเกตจากด้วยการวิเคราะห์ประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์ (Industrial Logistics Performance Index: iLPI) ในกลุ่มอุตสาหกรรมการผลิตผลิตภัณฑ์อาหาร ตามตัวชี้วัดด้านโลจิสติกส์ทั้ง 9 กิจกรรม 3 มิติ รวม 27 ตัวชี้วัด (โดยเราจะแบ่งแต่ละตัวชี้วัดออกเป็นห้องเรียนจำนวน 27 ห้อง) ระหว่างกลุ่มอุตสาหกรรม (การผลิตผลิตภัณฑ์อาหาร) เทียบกับ กลุ่มอุตสาหกรรมย่อย (กลุ่มการผลิตผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำแปรรูป) เราจะเรียกสั้นๆ ว่ากลุ่มแปรรูปสัตว์น้ำ โดยมีข้อมูลเชิงเปรียบเทียบ แล้วมาดูกันว่าในการผลิตผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำแปรรูป มีกลุ่มหัวแถว กลุ่มมาดี กลุ่มที่ต้องรีบพัฒนา และกลุ่มที่ต้องตัดสินใจทำอะไรสักอย่าง มีระดับเท่าไหร่บ้าง มาดูกันเลย

หมายเหตุ : กราฟแท่ง แสดงถึงประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์ ( = ช่วงหัวแถว ,  = ช่วงมาดี ,  = ช่วงต้องรีบพัฒนา ,  = ช่วงต้องตัดสินใจทำอะไรสักอย่าง ,  = สถานะกลุ่มอุตสาหกรรมแปรรูปสัตว์น้ำ ) 

  ช่วงหัวแถว : ช่วงนี้ในกลุ่มอุตสาหกรรมแปรรูปสัตว์น้ำจะยังไม่โดดเด่นหนัก

  ช่วงมาดี : กลุ่มอุตสาหกรรมแปรรูปสัตว์ทำได้ดีมากกว่ากลุ่มอื่นๆ ในช่วงนี้ ประกอบด้วย ILPI1C: ต้นทุนการพยากรณ์ความต้องการของลูกค้าต่อยอดขาย (Forecasting Cost per Sales) ILPI1R:ความแม่นยำของการพยากรณ์ความต้องการของลูกค้า (Forecast Accuracy Rate)  ILPI3R: ความแม่นยำของการออกใบสั่งงานไปยังแผนกอื่น (Order Accuracy Rate) ILPI6T:ระยะเวลาเฉลี่ยการจัดเก็บสินค้าสำเร็จรูปในคลังสินค้า (Average FG Inventory Cycle Time)  ILPI7R: อัตราสินค้าสำเร็จรูปขาดมือ (Inventory Out of Stock Rate)  ILPI8C :ต้นทุนการขนส่งต่อยอดขาย (Transportation Cost per Sale) ILPI8T: ระยะเวลาเฉลี่ยการจัดส่งสินค้า (Average Delivery Cycle Time)

  ช่วงต้องรีบพัฒนา : กลุ่มอุตสาหกรรมการแปรรูปสัตว์น้ำต้องมา FOCUS เพื่อไม่ให้ตกขบวนได้แก่ อาทิเช่น กลุ่มการสื่อสารด้านโลจิสติกส์ ILPI2T:ระยะเวลาเฉลี่ยของการตอบสนองต่อคำสั่งซื้อจากลูกค้า (Average Order Cycle Time) ILPI2T: อัตราความสามารถของการส่งมอบสินค้า (DIFOT CS and Support Rate) ILPI3T: ระยะเวลาเฉลี่ยของการส่งคำสั่งซื้อภายในองค์กร (Average Order Processing Cycle Time)

กลุ่มต้นทุนการจัดเก็บ ILPI6C: สัดส่วนต้นทุนการบริหารจัดการคลังสินค้าต่อยอดขาย (Warehousing Cost per Sales) ILPI7C : สัดส่วนต้นทุนการถือครองสินค้าต่อยอดขาย (Inventory Carrying Cost per Sale) ILPI9C: สัดส่วนมูลค่าสินค้าที่ถูกตีกลับต่อยอดขาย (Returned Goods Cost per Sales) ILPI5R : อัตราความเสียหายของสินค้าสำเร็จรูป (Finished Goods Damage Rate) เป็นต้น

  ช่วงต้องตัดสินใจทำอะไรสักอย่าง : ช่วงนี้ในกลุ่มอุตสาหกรรมแปรรูปสัตว์น้ำยังคงสามารถรักษาระดับความสามารถไว้ได้ไม่ต้องกังวลจนเกินไป

โดยสรุป กลุ่มอุตสาหกรรมการแปรรูปสัตว์น้ำ อาจจะไม่ โดดเด้นจนเป็นหัวแถวมากนัก แต่ก็ไม่แย่จนต้องเสียความสามารถในการแข่งขัน อย่างไรก็ตามเราจะเห็นว่ามีสิ่งที่ทำได้ดีในอุตสาหกรรมในการขนส่งและการกระจายสินค้าที่รวจเร็วอาจจะด้วยสิ้นค้าที่ต้องเป็นสินค้าสด และยังคงมีสิ่งที่ต้องพัฒนากันต่อไปในด้านต้นทุนการจัดเก็บรักษาและการการสื่อสารที่อาจจะส่งผลให้จัดส่งสินค้าได้ไม่ครบถ้วนทันตามกำหนดได้

      จะสังเกตเห็นความแตกต่างของกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร และกลุามการแปรรูปสัตว์รน้ำแล้ว !! และยิ่งไปกว่านั้นเราสามมารถเจาะลึกถึงปัจจัยที่แตกต่างกันได้โดยเจาะลึกลงไปที่ พื้นฐานตัวแปรที่ใช้ในการคำนวณ (ILPI Factor) สามารถวิเคราะห์สาเหตุของความแตกต่างในแต่ละกิจกรรมและจัดกลุ่มได้ คือ

กิจกรรมการพยากรณ์และบริการลูกค้า (Demand Forecasting & Customer Service)

       ต้นทุนการพยากรณ์: กลุ่มสัตว์น้ำแปรรูปมีต้นทุนที่ 0.08% ต่ำกว่ากลุ่มอาหารที่ 0.11% เมื่อวิเคราะห์จากพนักงานและระยะเวลาที่ใช้จัดทำ ชี้ให้เห็นว่ากลุ่มธุรกิจแปรรูปสัตว์น้ำอาจจะมีการใช้ทรัพยากรบุคคลและเวลาในการพยากรณ์น้อยกว่า เนื่องจากอิงกับปริมาณวัตถุดิบตามฤดูกาล (Supply-driven) มากกว่าการเน้นพยากรณ์ความต้องการ (Demand-driven)

       ต้นทุนบริการลูกค้า สัตว์น้ำแปรรูปมีต้นทุนบริการลูกค้าสูงกว่า (0.72% VS 0.70%) ปัจจัยหลักมาจากค่าใช้จ่ายอุปกรณ์และค่าติดต่อสื่อสารที่สูงขึ้นจากการต้องประสานงานอย่างใกล้ชิดเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เนื่องจากการส่งมอบครบจำนวน และการส่งมอบตรงเวลา มีข้อจำกัดสูง

2. กิจกรรมการสื่อสารข้อมูลและการจัดซื้อจัดหา (Order Processing & Procurement)
      การประมวลผลคำสั่งซื้อ : สัตว์น้ำแปรรูปลงทุนด้านระบบสื่อสารต่ำกว่า (0.12% VS 0.14%) สะท้อนจากค่าเสื่อมราคาระบบ และ ค่าเสื่อมราคาอุปกรณ์ที่ต่ำ ซึ่งอาจเกิดจากการขาดระบบสารสรเทศ ส่งผลให้ระยะเวลาการส่งคำสั่งซื้อภายในองค์กร ล่าช้ากว่ากลุ่มอาหาร (3 วัน VS 2 วัน)

      การจัดซื้อ: กลุ่มสัตว์น้ำแบกรับต้นทุนจัดซื้อสูงมาก (0.41% VS 0.25%) ปัจจัยมาจาก พนักงานจัดซื้อและการติดต่อสื่อสารในแผนกที่ต้องใช้ความพยายามสูงในการหาแหล่งวัตถุดิบที่มีความผันผวนจากความสามารถของซัพพลายเออร์ในการส่งมอบครบและตรงเวลา

3. กิจกรรมการจัดการคลังสินค้าและถือครองสินค้า (Warehousing & Inventory Management) มิตินี้เป็นจุดที่สร้างความแตกต่างด้านต้นทุนอย่างชัดเจนที่สุด

       ต้นทุนบริหารคลังสินค้า: สัตว์น้ำแปรรูปพุ่งสูงถึง 3.05% (อาหาร 2.15%) จากค่าเสื่อมราคาอาคารคลังห้องเย็น ค่าเสื่อมอุปกรณ์ขนถ่ายเฉพาะทาง และที่สำคัญที่สุดคือ ค่าน้ำมันเชื้อเพลิง ค่าไฟฟ้า และสาธารณูปโภค ซึ่งการทำความเย็นต้องใช้พลังงานสูงตลอดเวลา

      ต้นทุนการถือครองสินค้า: สัตว์น้ำแปรรูปสูงถึง 6.81% (อาหาร 3.87%) เกิดจากความจำเป็นต้องรักษาวัตถุดิบและสินค้าคงคลัง ให้เพียงพอเพื่อตุนสินค้านอกฤดูประมง เมื่อมูลค่าคงคลังสูง ผนวกกับอัตราค่าใช้จ่ายการถือครอง เช่น ค่าเสื่อมสภาพ ค่าประกันภัย ของสินค้าห้องเย็นที่สูงจึงดันต้นทุนส่วนนี้ให้เป็นภาระหนักที่สุด

4. กิจกรรมการขนถ่าย บรรจุหีบห่อ (Material Handling & Packaging)

      ความเสียหายของสินค้า: สินค้าสัตว์น้ำบอบช้ำและเน่าเสียได้ง่าย ส่งผลให้สินค้าเสียหายระหว่างขนถ่ายและจัดเก็บ และจำนวนชิ้นสินค้าที่เสียหายก่อนส่งมอบมีสัดส่วนที่สูงมาก ทำให้ต้นทุนของเสียพุ่งไปถึง 1.50% (กลุ่มอาหารเพียง 0.32%) และอัตราของเสียสูงถึง 4.00%

5. กิจกรรมการขนส่งและโลจิสติกส์ย้อนกลับ (Transportation & Reverse Logistics)

     ต้นทุนการขนส่ง: สัตว์น้ำแปรรูปมีต้นทุนที่ 2.71% ซึ่งต่ำกว่ากลุ่มอาหาร (3.62%) ชี้ให้เห็นว่าแม้จะต้องใช้รถห้องเย็น แต่ตัวแปรค่าน้ำมันสำหรับการขนส่ง หรือ ค่าใช้จ่ายจ้างบริษัทขนส่ง Outsource อาจถูกควบคุมได้ดีกว่าด้วยการวางผังที่ตั้งโรงงานให้อยู่ใกล้แหล่งวัตถุดิบหรือท่าเรือ เพื่อร่นระยะทางให้สั้นที่สุด

     สินค้าตีกลับ: กลุ่มสัตว์น้ำแปรรูปมีอัตราและมูลค่าการตีกลับสูงกว่า ปัจจัยหลักคือค่าสินค้าชำรุด/ไม่ได้มาตรฐาน และจำนวนสินค้าที่ถูกส่งคืนซึ่งมาจากห่วงโซ่ความเย็น (Cold Chain) ที่อาจมีอุณหภูมิแกว่งระหว่างทาง ทำให้ของสดเสื่อมคุณภาพและถูกลูกค้าปฏิเสธการรับทันที

ภาพรวมความแตกต่างระหว่างกลุ่มอุตสาหกรรมแปรรูปสัตว์น้ำและกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร ความแตกต่างที่เป็นรากฐานสำคัญคือ ลักษณะทางกายภาพของวัตถุดิบและสินค้าที่เป็น "ของสด" (Perishable) ซึ่งเปราะบาง เน่าเสียได้ง่าย และมีความผันผวนของปริมาณตามฤดูกาลสูง ทำให้กลุ่มอุตสาหกรรมแปรรูปสัตว์น้ำถูกบังคับให้ต้องพึ่งพาระบบห่วงโซ่ความเย็น (Cold Chain) ทั้งตู้คอนเทนเนอร์ควบคุมอุณหภูมิและคลังสินค้าห้องเย็นตลอดทั้งกระบวนการส่งผลให้โครงสร้างต้นทุนและข้อจำกัดทางด้านเวลาแตกต่างจากอุตสาหกรรมอาหารแห้งหรืออาหารทั่วไปอย่างสิ้นเชิง

จุดแข็ง (Strengths) ของกลุ่มอุตสาหกรรมแปรรูปสัตว์น้ำ

  • การควบคุมสินค้าคงคลังที่แม่นยำและรวดเร็ว: มีอัตราความแม่นยำของสินค้าคงคลังสูงถึงร้อยละ 99.99 (ILPI6R) และมีอัตราสินค้าขาดมือน้อยกว่ากลุ่มอาหารทั่วไป (ILPI7R) นอกจากนี้ยังมีรอบการระบายสินค้าสำเร็จรูปออกจากคลังที่สั้นและรวดเร็วมาก โดยใช้เวลาเพียง 3 วัน (ILPI6T) 
  • การพยากรณ์และการสื่อสารภายในองค์กร: มีอัตราความแม่นยำในการพยากรณ์ความต้องการของลูกค้าระยะสั้น (ILPI1R) และความแม่นยำในการออกใบสั่งงานภายใน (ILPI3R) สูงกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมอาหาร
  • ต้นทุนการขนส่งต่ำกว่า: สัดส่วนต้นทุนการขนส่งต่อยอดขายต่ำกว่า (ILPI8C: 2.71% เทียบกับ 3.62%) ซึ่งเป็นผลจากการเลือกทำเลที่ตั้ง (Location Decision) ของโรงงานที่มักอยู่ใกล้แหล่งปัจจัยการผลิตในท้องถิ่น (แหล่งประมง/ท่าเรือ) ทำให้ประหยัดระยะทางและค่าใช้จ่ายในการเคลื่อนย้ายวัตถุดิบ

จุดอ่อน (Weaknesses) ของกลุ่มอุตสาหกรรมแปรรูปสัตว์น้ำ

  • ต้นทุนการเก็บรักษาและความเสียหายสูงมาก: ต้องแบกรับสัดส่วนต้นทุนการบริหารคลังสินค้า (ILPI6C) และต้นทุนการถือครองสินค้า (ILPI7C) ที่สูงกว่ามากเนื่องจากข้อจำกัดที่ต้องใช้ห้องเย็น รวมทั้งยังประสบปัญหาสินค้าเสียหายระหว่างการขนถ่ายและบรรจุหีบห่อสูงถึงร้อยละ 4.00 (ILPI5R) ซึ่งสูงกว่าอุตสาหกรรมอาหารถึง 4 เท่า
  • ระยะเวลาการกักตุนวัตถุดิบนาน: ต้องใช้เวลาเก็บรักษาสินค้าคงคลังนานถึง 120 วัน (ILPI7T) เนื่องจากจำเป็นต้องกักตุนวัตถุดิบแช่แข็งในช่วงฤดูจับสัตว์น้ำเพื่อให้มีเพียงพอต่อการผลิตตลอดปี
  • ความน่าเชื่อถือในการจัดส่งและปัญหาการตีกลับ: อัตราการจัดส่งสินค้าได้ครบถ้วนและตรงเวลาทั้งจากฝั่งซัพพลายเออร์ (ILPI4R) และฝั่งการส่งมอบให้ลูกค้า (ILPI2R) อยู่ในระดับที่ต่ำกว่าอุตสาหกรรมหลัก และเมื่อเกิดความล่าช้าหรืออุณหภูมิไม่คงที่ สินค้าจะถูกตีกลับในสัดส่วนที่สูงกว่ามาก (ILPI9R)

การบริหารจัดการโลจิสติกส์และซัพพลายเชนที่ควรให้ความสำคัญ 3 อันดับแรก

อันดับที่ 1: การจัดการการขนถ่าย บรรจุหีบห่อ และการจัดส่ง (Material Handling, Packaging & Transportation)

  • เหตุผล: เป็นจุดอ่อนที่สร้างความเสียหายสูงสุด (ILPI5R สูงถึง 4% และ ILPI9R การตีกลับสูง) สินค้าสัตว์น้ำเน่าเสียได้ง่ายจึงต้องการการดูแลเป็นพิเศษ
  • แนวทางบริหารจัดการ: ต้องยกระดับการจัดการขนถ่ายวัสดุให้รัดกุม เลือกใช้บรรจุภัณฑ์ที่ทนทานต่อความชื้นและปกป้องการกระแทกได้ดี และต้องใช้ตู้รถบรรทุกประเภทตู้ควบคุมอุณหภูมิ (ตู้ห้องเย็น) อย่างเข้มงวด นอกจากนี้ ควรนำระบบควบคุมการเดินรถ (GPS Tracking) ที่ติดตั้งอุปกรณ์วัดอุณหภูมิภายในตู้บรรทุกมาใช้ เพื่อติดตามคุณภาพสินค้าแบบเรียลไทม์ ป้องกันปัญหาของเน่าเสียระหว่างทางและเพิ่มขีดความสามารถในการส่งมอบให้ตรงเวลา

อันดับที่ 2: การจัดการคลังสินค้าและสินค้าคงคลัง (Warehouse and Inventory Management)

  • เหตุผล: ต้องแบกรับภาระต้นทุนคลังสินค้า (ILPI6C) และการถือครอง (ILPI7C) สูงกว่าอุตสาหกรรมอาหารทั่วไปมาก ทั้งยังต้องเก็บวัตถุดิบยาวนานถึง 120 วัน
  • แนวทางบริหารจัดการ: ควรบริหารจัดการคลังสินค้าของสดให้เกิดประโยชน์สูงสุดจากพื้นที่และปริมาตรการจัดเก็บโดยประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศอย่าง ระบบบริหารจัดการคลังสินค้า (WMS) และเทคโนโลยี RFID เพื่อควบคุมการเข้าออกสินค้าแบบเข้าก่อนออกก่อน (FIFO) อย่างเคร่งครัด ป้องกันสินค้าหมดอายุ และลดภาระต้นทุนสินค้าจมรวมถึงพิจารณาการใช้รูปแบบการส่งผ่านสินค้าแบบ Cross-Docking เพื่อลดภาระการจัดเก็บให้เหลือน้อยที่สุด

อันดับที่ 3: การจัดการผู้ส่งมอบและการจัดซื้อ (Supplier Management & Procurement)

  • เหตุผล: ความผันผวนของวัตถุดิบตามฤดูกาลทำให้ต้นทุนการจัดซื้อสูง (ILPI4C) และซัพพลายเออร์ส่งมอบของได้ไม่ตรงตามเป้าหมาย (ILPI4R ต่ำ)
  • แนวทางบริหารจัดการ: เนื่องจากวัตถุดิบประมงมีความเสี่ยงสูง (Bottleneck หรือ Strategic Items) องค์กรไม่ควรใช้กลยุทธ์ซื้อขายแบบผิวเผิน แต่ต้องสร้างระดับความสัมพันธ์กับผู้ส่งมอบแบบพันธมิตร (Partnerships/Collaboration) ในระยะยาวรวมถึงนำกระบวนการวางแผนพยากรณ์ร่วมกันและการเติมเต็ม มาใช้บูรณาการข้อมูลร่วมกับซัพพลายเออร์ เพื่อให้สามารถจัดเตรียมวัตถุดิบได้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ลดความเสี่ยงจากการขาดแคลนวัตถุดิบตามฤดูกาล

เป็นอย่างไรกันบ้างครับ กับเคล็ดลับจาก “หัวแถว” อินโฟกราฟิกแผ่นเดียวนี้น่าจะช่วยให้เพื่อนๆ มองเห็นภาพรวมและเข้าใจโลจิสติกส์ในกลุ่มอุตสาหกรรมนี้ได้ง่ายขึ้นหากท่านใดสนใจเจาะลึกข้อมูลด้านใดเป็นพิเศษ หรือมีคำถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับ iLPI ของภาคอุตสาหกรรม สามารถส่งข้อความมาพูดคุยกับแอดมิน หรือเข้าชม E-book และบทความเก่าๆ ของเราได้เลยนะครับ แอดมินพร้อมแชร์ความรู้เต็มที่!อย่าลืมติดตาม Seri Deep Inside ในตอนต่อไปนะจ๊ะ แอดมินเตรียมข้อมูลเด็ดๆ มาฝากอีกแน่นอน!

นายธีรศักดิ์  โคทนา
นักวิทยาศาสตร์ชำนาญการ
ผู้เรียงเรียบและเขียนบทความ