[Like สาระโลจิสติกส์ 👍👍👍]
สวัสดีครับ กลับมาพบกันอีกครั้งกับ Like สาระโลจิสติกส์ วันนี้แอดมินขอสานต่อประเด็นที่ค้างไว้จากคราวก่อน ว่าด้วยเรื่อง "การจำแนกประเภทสินค้าคงคลัง" ที่ภาคอุตสาหกรรมนิยมใช้กันในปัจจุบัน
ก่อนที่เราจะลงมือ วิเคราะห์ ปรับปรุง หรือพัฒนา การบริหารสินค้าคงคลัง คำถามแรกที่ควรถามตัวเองไม่ใช่ "จะเริ่มแก้ตรงไหน" แต่คือ "เราจะมองปัญหาผ่านแว่นแบบใด" เพราะคลังสินค้าหนึ่ง ๆ อาจมีรายการนับพันนับหมื่น SKU หากปราศจากเครื่องมือในการจำแนกและกำหนดขอบเขต เราย่อมเสียเวลาและทรัพยากรไปกับรายการที่แทบไม่มีนัยสำคัญ
ลองจินตนาการดูครับว่า หากเรานำเทคนิคการดูแลคงคลังแบบ 100% ไปใช้กับทุกรายการอย่างเท่าเทียมกัน สุดท้ายเราอาจใช้เวลาและทรัพยากรกว่า 80% ไปกับสิ่งที่ไม่จำเป็นเลยก็เป็นได้ การจำแนกประเภทจึงเปรียบเสมือน "การจัดโฟกัส" ให้ความพยายามของเราไปตกอยู่ในจุดที่สร้างผลลัพธ์สูงสุด
บทความนี้จะพาไปรู้จักการแบ่งประเภทคงคลัง 5 รูปแบบยอดนิยม และที่สำคัญกว่านั้น — จะชี้ให้เห็นว่าเหตุใดการแบ่งเพียงมิติเดียวจึงยังไม่พอ และเราจะ
"ไขว้ (Cross)" สองมุมมองเข้าด้วยกันเพื่อให้ตัดสินใจได้คมขึ้นอย่างไร
การแบ่งแบบ ABC เป็นรูปแบบที่เราได้ยินกันบ่อยที่สุด เพราะเป็นการประยุกต์ หลักพาเรโต (Pareto Principle) ที่ว่า "สาเหตุหลักราว 20% มักส่งผลต่อผลลัพธ์ถึง 80%" มาใช้กับคงคลัง โดยจัดกลุ่มตาม มูลค่าการใช้งานสะสม (Consumption Value) ดังนี้
กลุ่ม A — ปริมาณน้อย (ราว 5–15% ของรายการทั้งหมด) แต่กินมูลค่ารวมสูงมาก (ราว 70–80% บางแห่งกำหนดถึง 90%)
กลุ่ม B — ปริมาณปานกลาง (ราว 30% ของรายการ) และมีมูลค่ารวมปานกลาง (ราว 15%)
กลุ่ม C — ปริมาณมาก (ราว 50–60% ของรายการ) แต่มีมูลค่ารวมค่อนข้างต่ำ (ราว 5–10%)
ขั้นตอนการจัดลำดับความสำคัญด้วย ABC Classification
รวบรวมข้อมูลคงคลัง ทั้งจำนวนสั่งซื้อต่อปีและราคาต่อหน่วยของสินค้าแต่ละชนิด
คำนวณมูลค่าการหมุนเวียนของสินค้าแต่ละชนิดในรอบปี
เรียงลำดับข้อมูลตามมูลค่าจากมากไปหาน้อย
หาเปอร์เซ็นต์สะสมของแต่ละชนิด
นำเปอร์เซ็นต์สะสมมาพล็อตเป็นกราฟ แล้วขีดแบ่ง A–B–C ตามความเหมาะสม
(ภาพที่ 1: กราฟจำแนกวัสดุคงคลังตามหลัก ABC — เส้นสะสมมูลค่าจะชันในช่วงต้น (กลุ่ม A) แล้วค่อย ๆ ราบลง)
เมื่อได้ผลลัพธ์แล้ว เราสามารถ ลดขั้นตอน ลดเวลา และลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน ได้ทันที เช่น กำหนดให้นับสต๊อก (Cycle Count) เฉพาะกลุ่ม A ให้ถี่เป็นพิเศษ หรือลงรายละเอียดเรื่องประกันสินค้าเฉพาะกลุ่ม A ที่มีมูลค่าสูง
แต่จุดนี้เองที่ต้องระวังครับ — ABC เป็นเพียงการมองผ่านแว่น มิติเดียว คือ "มูลค่า" มันตอบได้เพียงว่า "เงินของเราไปกองอยู่ที่ไหน" แต่ตอบไม่ได้เลยว่า "เงินก้อนนั้นกำลังทำงานอยู่หรือไม่" สินค้ากลุ่ม A ที่หมุนเวียนเร็วคือสินทรัพย์ชั้นดี แต่สินค้ากลุ่ม A ที่นอนนิ่งไม่ขยับคือ "ทุนจม" ที่อันตรายที่สุด — ทว่าพาเรโตเพียงลำพังจะ มองไม่เห็นความต่าง นี้ นี่คือเหตุผลที่เราต้องมีมิติที่สองมาเสริม
FSN คือการคัดแยกวัสดุคงคลังตาม ความถี่ในการใช้งาน หรือที่เรามักเรียกกันว่า Turnover ซึ่งเป็นมิติที่ ABC ให้ไม่ได้ โดยแบ่งเป็น
F = Fast (หมุนเร็ว)
S = Slow (หมุนช้า)
N = None (ไม่เคลื่อนไหว / สต๊อกตาย)
เกณฑ์ที่ใช้แบ่งขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละองค์กรว่า "หมุนเท่าไรจึงถือว่าเร็ว" ข้อมูลอาจมาจากระบบคงคลัง Stockcard หรือใบรับ–จ่าย ทั้งนี้ต้องอาศัยการเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ
สูตรคำนวณ Inventory Turnover ที่นิยมใช้ (เลือกให้เหมาะกับลักษณะธุรกิจ)
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
ต้นทุนขาย (COGS) = (สินค้าสำเร็จรูปคงเหลือต้นงวด + ต้นทุนการผลิตสินค้าสำเร็จรูป) − สินค้าสำเร็จรูปคงเหลือปลายงวด
ตัวอย่างการกำหนดเกณฑ์ (จากสูตรที่ 4): วัสดุที่มี % รอบการหมุน > 30% = F, ระหว่าง 5–30% = S, ต่ำกว่า 5% = N
หมายเหตุ: ดูเพิ่มเติมได้จากคู่มือการประเมินประสิทธิภาพและศักยภาพการจัดการโลจิสติกส์และซัพพลายเชน กองโลจิสติกส์ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (www.dol.dip.go.th) หมวดเอกสารเผยแพร่ iLPI
VED แบ่งวัสดุตามระดับความสำคัญต่อองค์กร ซึ่งแต่ละองค์กรต้องนิยามเองว่า "หากขาดไปแล้วจะเกิดผลกระทบร้ายแรงเพียงใด"
V = Vital (วัสดุสำคัญยิ่ง): เป็นส่วนประกอบของ Core Product หากขาดจะทำให้ทั้งกระบวนการผลิตหยุดชะงัก เสียลูกค้า หรือกระทบต่อความปลอดภัย สิ่งแวดล้อม และข้อกฎหมาย ถึงขั้นถูกฟ้องร้องหรือปิดโรงงานได้
E = Essential (วัสดุจำเป็น): สำคัญระดับปานกลาง หากขาดไปการผลิตยังดำเนินต่อได้ แต่ประสิทธิภาพหรือคุณภาพอาจไม่เต็ม 100% (พอถูไถได้ ไม่ถึงกับหยุด)
D = Desirable / Auxiliary (วัสดุสนับสนุน): สำคัญน้อย ขาดไปแทบไม่กระทบ หรือหาสิ่งอื่นทดแทนได้โดยไม่เสียคุณภาพ
HML แบ่งตามราคาต่อหน่วย ซึ่งแตกต่างจาก ABC ตรงที่ ABC ดู มูลค่ารวม (ราคา × ปริมาณการใช้) แต่ HML ดู ราคาต่อชิ้น ล้วน ๆ เกณฑ์ "แพง–ปานกลาง–ถูก" ขึ้นอยู่กับนโยบายบริษัท
H = High (ราคาแพง): เช่น ทองในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ทองแดง หรือวัสดุมูลค่าสูงเฉพาะทาง
M = Medium (ราคาปานกลาง): กำหนดตามดุลยพินิจแต่ละองค์กร
L = Low (ราคาถูก): เช่น น็อต สกรู อะไหล่พลาสติกฉีดจำนวนมาก
การแบ่ง HML มักใช้คุมมาตรการอนุมัติสั่งซื้อและการควบคุมการเบิกจ่าย (ยิ่งแพงยิ่งต้องมีลำดับชั้นการอนุมัติเข้มขึ้น)
SDE แบ่งตามระยะเวลาส่งมอบ (Lead Time) และระดับความยากในการสรรหาวัสดุ มักใช้ตัดสินว่า "ควรสต๊อกไว้หรือไม่" โดยต้องทราบ Lead Time ที่แน่นอนและแหล่งจัดหา
S = Scarce (ขาดแคลน): ต้องสั่งจากต่างประเทศ ซัพพลายเออร์มีลูกค้ามาก ตรงกับฤดูกาลผลิต หรือเป็นของสั่งผลิตพิเศษ/วัตถุดิบตกรุ่น
D = Difficult (หายาก): สั่งได้เป็นล็อตกำหนด ใช้เวลานาน มีผู้จำหน่ายน้อยราย ต้องรอคิว
E = Easy (หาง่าย): มีตามท้องตลาด ผู้ผลิตมาก ทดแทนกันได้ง่าย สั่งปุ๊บได้ปั๊บ (น็อต สกรู ท่อ PVC)
ถึงตรงนี้จะเห็นว่าเรามีแว่นหลายอันให้เลือกใช้ แต่หัวใจที่หลายองค์กรพลาดคือ การหยุดอยู่แค่ ABC แล้วคิดว่าจบ
ABC บอกเราว่า เงินอยู่ที่ไหน แต่ไม่บอกว่า เงินนั้นทำงานหรือเปล่า FSN บอกเราว่า อะไรขยับ–อะไรนิ่ง แต่ไม่บอกว่า สิ่งที่นิ่งนั้นมีมูลค่ามากพอให้เราต้องรีบจัดการไหม
เมื่อ ไขว้สองมิตินี้เข้าด้วยกัน เราจะได้ภาพที่มิติเดียวให้ไม่ได้ นั่นคือ ABC–FSN Cross Matrix ตารางขนาด 3×3 ที่แยกคงคลังออกเป็น 9 กลุ่ม และเป็นเครื่องมือที่เปลี่ยน "การแบ่งประเภท" ให้กลายเป็น "การกำหนดนโยบายการจัดการ" ได้จริง
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
AF — มูลค่าสูง × หมุนเร็ว (หัวใจของคลัง) คือ "ทุนที่ทำงานหนักที่สุด" เงินที่จมอยู่ในนี้แปลงกลับเป็นรายได้อย่างรวดเร็ว
ผลกระทบ: หากขาด (Stockout) กระทบยอดขาย/สายการผลิตทันที แต่จะถือครองมากก็ไม่ได้เพราะต้นทุนจมสูง — จึงเป็นกลุ่มที่ "พลาดทั้งสองทาง" ได้ง่ายที่สุด
นโยบาย: ควบคุมเข้มที่สุด ตั้งเป้า Service Level สูง พยากรณ์ให้แม่นยำ นับสต๊อกถี่ (Cycle Count) ใช้ระบบทบทวนต่อเนื่อง (Continuous Review) ตั้ง Safety Stock ให้ ต่ำแต่เชื่อถือได้ และพิจารณา JIT / VMI ร่วมกับซัพพลายเออร์ที่ไว้ใจได้
AS — มูลค่าสูง × หมุนช้า (เขตเฝ้าระวัง) ทุนมูลค่าสูงที่เคลื่อนไหวช้า = ต้นทุนการถือครองสูงและเงินทุนหมุนเวียนถูกตรึง
ผลกระทบ: บั่นทอนสภาพคล่อง และเริ่มก่อตัวความเสี่ยงล้าสมัย (Obsolescence)
นโยบาย: สืบหาสาเหตุราก (สั่งเกินจำเป็น? ดีมานด์ตก? พยากรณ์คลาดเคลื่อน?) ลดปริมาณสั่งซื้อและจุดสั่งซื้อ ทบทวน Min–Max พิจารณาเปลี่ยนเป็นผลิต/สั่งตามคำสั่งซื้อ (Make/Purchase-to-Order) หรือเจรจาระบบฝากขาย (Consignment) — อย่าเติมสต๊อกโดยอัตโนมัติ
AN — มูลค่าสูง × ไม่เคลื่อนไหว (จุดวิกฤต) เงินทุนมูลค่าสูงที่กลายเป็นสต๊อกตาย คือกลุ่มที่ประสิทธิภาพเงินทุนแย่ที่สุด บวกความเสี่ยงล้าสมัยและต้นทุนพื้นที่จัดเก็บ เปรียบได้กับ "หลุมดำของกระแสเงินสด"
ผลกระทบ: ทุนจมมูลค่าสูงที่มีโอกาสกลายเป็นหนี้สูญ/ตัดจำหน่าย
นโยบาย: ตัดสินใจจัดการโดยด่วน — ระบายในราคาพิเศษ / ส่งคืนซัพพลายเออร์ / หาทางใช้ทดแทน / ตัดจำหน่าย ควบคู่กับการวิเคราะห์สาเหตุเพื่อป้องกันการเกิดซ้ำ ยกระดับให้ผู้บริหารรับทราบ และห้ามสั่งซื้อเพิ่มเด็ดขาด
BF: ม้างานหลักของคลัง ควบคุมระดับปานกลาง ใช้ EOQ มาตรฐาน ทบทวนเป็นรอบ ตั้ง Safety Stock พอสมควร และวางระบบเติมเต็มกึ่งอัตโนมัติพร้อมเฝ้าติดตาม
BS: เฝ้าระวังระดับรอง ทบทวนปริมาณสั่งซื้อไม่ให้บวมเกินจำเป็น
BN: สต๊อกตายมูลค่าปานกลาง วางแผนระบาย/ตัดจำหน่ายเป็นรอบ ความเร่งด่วนรองจาก AN แต่ยังต้องลงมือ
CF — มูลค่าต่ำ × หมุนเร็ว: กลุ่มที่ "ถูกแต่ใช้บ่อย" เป็นข้อยกเว้นที่น่าสนใจ เพราะต้นทุนถือครองแทบไม่มีนัยสำคัญ แต่หากขาดกลับก่อกวนการทำงานได้มาก นโยบายจึงยอมให้ถือ Safety Stock ค่อนข้างเผื่อได้ ใช้ระบบเติมเต็มอย่างง่าย (Two-Bin / Min–Max / สั่งเป็นล็อตใหญ่) และ ลดภาระการบริหารให้มากที่สุด — เอาสมองไปใช้กับกลุ่ม A ดีกว่า
CS: ความสำคัญต่ำ ทบทวนเป็นรอบแบบง่าย สั่งเป็นล็อตนาน ๆ ครั้ง
CN: งาน "สะสางคลัง" มูลค่าการเงินไม่สูง แต่กินพื้นที่และบดบังปัญหาที่แท้จริง ควรเคลียร์ออกเป็นรอบ (ขายซาก/บริจาค/ล้างสต๊อก) เพื่อคืนพื้นที่และความชัดเจนให้คลัง
เพื่อไม่ให้ท่วมด้วยรายละเอียด 9 ช่อง เราสรุปแนวทางเป็น 4 โซนที่นำไปสั่งการได้ทันที
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
หลักคิดที่ซ่อนอยู่คือ "ระดับความเข้มของการควบคุม" ให้ยึดตามแกน ABC (มูลค่า) ส่วน "ปริมาณสต๊อกและความเสี่ยงที่ยอมรับได้" ให้ยึดตามแกน FSN (การเคลื่อนไหว) เมื่อสองแกนนี้ทำงานร่วมกัน การตัดสินใจก็จะมีทั้งเหตุผลด้านการเงินและด้านปฏิบัติการไปพร้อมกัน
เห็นไหมครับว่า ABC เพียงลำพังนั้น "เริ่มต้นได้ดี แต่ไปไม่สุด" เพราะมันคือพาเรโตมิติเดียว การไขว้ ABC × FSN ต่างหากที่ทำให้เรามองเห็นทั้ง เงินที่ทำงาน และ เงินที่นอนหลับ ในคลังเดียวกัน — และเปลี่ยนตารางจำแนกให้กลายเป็นแผนปฏิบัติการได้จริง
และนี่เป็นเพียงคู่แรกเท่านั้นครับ ตรรกะการไขว้แบบเดียวกันนี้ยังต่อยอดได้อีก เช่น ABC × VED (มูลค่า × ความสำคัญ) เพื่อจัดลำดับการอนุมัติสั่งซื้อ หรือ FSN × SDE (การเคลื่อนไหว × ความยากในการจัดหา) เพื่อกำหนดนโยบาย Safety Stock ให้แม่นยิ่งขึ้น ซึ่งแอดมินจะทยอยนำมาเล่าในตอนต่อ ๆ ไป
ถ้าชอบใจบทความนี้ ฝากกดไลก์ กดแชร์ ให้กำลังใจกองโลจิสติกส์ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมด้วยนะครับ 🙌🙌
กองโลจิสติกส์ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม | ชั้น 4 เลขที่ 75/6 ถนนพระรามหก แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 10400 | โทร 0-2430-6875, 0-2430-6876 | Logistics@diprom.go.th | www.dol.dip.go.th
บทความโดย
นายภาณุพงศ์ คำผาด
วิศวกรชำนาญการ
กองโลจิสติกส์ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม