โทรศัพท์ 1358

ภูเขาน้ำแข็งทางการเงิน ทำไม "การลดสต็อกสินค้า" จึงเป็นการเพิ่มกำไรที่ง่ายที่สุด?


10 ก.พ. 2026    Panupong    37

ภูเขาน้ำแข็งทางการเงิน ทำไม "การลดสต็อกสินค้า" จึงเป็นการเพิ่มกำไรที่ง่ายที่สุด?

(The Hidden Cost of Inventory, Why Reducing Stock is Your Quickest Path to Profit ?)

     ผู้ประกอบการหลายท่านมักมองข้ามโปรเจกต์การลดสต็อกสินค้า (Inventory Reduction) หรือให้ความสำคัญน้อยกว่าการหาลูกค้าใหม่ สาเหตุหลักเป็นเพราะ "ต้นทุนที่แท้จริงของการเก็บสต็อก" (True Cost of Inventory) นั้นมักถูกมองข้าม หรือถูกประเมินต่ำกว่าความเป็นจริง เปรียบเสมือน "ภูเขาน้ำแข็ง" (Iceberg) ที่เรามักเห็นเพียงยอดที่โผล่พ้นน้ำ (มูลค่าสินค้าที่ซื้อมา) แต่สิ่งที่เรามองไม่เห็นคือส่วนมหึมาที่อยู่ใต้น้ำ ซึ่งก็คือค่าใช้จ่ายแฝงมหาศาลที่กัดกินกำไรของบริษัทอยู่เงียบๆ ทุกวัน

กฎเหล็ก 20%: ต้นทุนที่คุณอาจกำลังจ่ายโดยไม่รู้ตัว

     จากการสำรวจข้อมูลบริษัทต่างๆ พบว่า ค่าใช้จ่ายในการถือครองสต็อกสินค้าโดยเฉลี่ยในระดับ Global กลม ๆ อยู่ที่ 20% ของมูลค่าสินค้า
ต่อปี 
(ที่มา Oracle NetSuite, Investopedia และ AbcSupplyChain) แต่ในไทยนั้นอยู่ที่ 44.7% ต่อ GDP (ที่มา รายงานโลจิสติกส์ 2567 สศช.)
     ลองจินตนาการดูง่าย ๆ หากคุณมีสต็อกสินค้ามูลค่า 100 ล้านบาท กองอยู่ในโกดัง นั่นหมายความว่าถ้าตีเลขกลม ๆ คุณกำลังเสียเงินเปล่ามากกว่า 10-20 ล้านบาทต่อปี เพียงเพื่อดูแลรักษามันไว้ (หรือยังไม่รู้เลยว่าต้องทำอะไรกับมันต่อ) เงินจำนวนนี้คือเงินจมที่คุณไม่ได้นำไปใช้จ้าง
พนักงานเก่ง ๆ ไม่ได้ใช้พัฒนาสินค้าใหม่ หรือไม่ได้นำไปทำการตลาดเพื่อขยายธุรกิจ ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าหากในบางอุตสาหกรรม เช่น อาหาร (เน่าเสียได้), แฟชั่น (ตกเทรนด์เร็ว) หรือสินค้าชิ้นใหญ่ (เปลืองที่) ต้นทุนนี้อาจพุ่งสูงถึง 30-40% ต่อปีเลยทีเดียว

 

 

เจาะลึก 9 ต้นทุนแฝง: เงินคุณรั่วไหลไปทางไหนบ้าง?

     เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น นี่คือการแยกย่อยของตัวเลขกลม ๆ ประมาณ 20% (ของ Global) ที่มักเกิดขึ้นจริงในการทำธุรกิจ ดังนี้

     1. ต้นทุนเสียโอกาสของเงินทุน (Cash Flow / Cost of Capital) ~5%
     
งินที่จมอยู่กับของ คือเงินที่ไม่ได้งอกเงย หากนำเงินนี้ไปฝากแบงก์หรือลงทุนอื่นย่อมได้ผลตอบแทน หรือหากคุณกู้เงินมาซื้อของ ดอกเบี้ยเงินกู้นั้นคือต้นทุนโดยตรง
     2. การลดราคาล้างสต็อก (Discounting) ~5% 
     
เมื่อของล้น ก็ต้องจัดโปรโมชั่น ลดแลกแจกแถมเพื่อระบายออก ทำให้เสียกำไรส่วนต่าง (Margin) ที่ควรจะได้รับ

     3. ค่าเช่าและคลังสินค้า (Storage) ~3.5% 
     
ค่าเช่าโกดัง, ค่าไฟ, ค่าชั้นวางของ (Racking), และพื้นที่ที่เสียไปโดยเปล่าประโยชน์

     4. ความซับซ้อนในการทำงาน (Complexity) ~3%
     
ยิ่งของเยอะ ยิ่งจัดการยาก เกิดความผิดพลาด (Errors), ความเครียดของพนักงาน และความล่าช้าในการค้นหาของ

     5. สินค้าเสียหายและสูญหาย (Destruction) ~2%
     สินค้าหมดอายุ (Expired), เสื่อมสภาพ หรือขายไม่ออกจนต้องทำลายทิ้ง

     6. คุณภาพลดลง (Quality) ~1.5%
     สินค้าเก่าเก็บอาจเกิดตำหนิ ต้องมาเสียเวลาซ่อมแซม (
Rework) หรือคุณภาพด้อยลงตามกาลเวลา

    7. ประกันภัย (Insurance) ~1%
     
เบี้ยประกันที่ต้องจ่ายคุ้มครองมูลค่าสินค้าในคลัง

     8. การบริหารจัดการ (Management) ~0.5%
     
ค่าซอฟต์แวร์, ค่าแรงในการนับสต็อก (Stock Count)

      9. ของหาย/ยอดไม่ตรง (Variance/Theft) ~0.5%
      
ของหายโดยไม่ทราบสาเหตุ หรือการถูกขโมย

     ตัวเลขเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า "Inventory is Money" การลดสต็อกไม่ใช่แค่การทำให้โกดังโล่งขึ้น แต่คือการดึง "กระแสเงินสด" กลับเข้ามาในมือ และเปลี่ยนรายจ่ายแฝงให้กลายเป็น "กำไรสุทธิ" (Net Profit) ทันทีโดยไม่ต้องเพิ่มยอดขายแม้แต่บาทเดียว หากคุณต้องการเริ่มโปรเจกต์ลดสต็อก ให้ลองใช้กฎ 20% นี้คำนวณ ROI (ผลตอบแทนการลงทุน) เบื้องต้นดู แล้วคุณจะพบว่าขุมทรัพย์ในบริษัทของคุณ อาจซ่อนอยู่ในโกดังหลังบ้านนี่เอง

     และถ้าคุณไม่รู้จะเริ่มโครงการลดสต๊อกยังไง ติดต่อ "กองโลจิสติกส์ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม" ได้เลยครับ อบรมฟรี โครงการฟรี
มีผู้เชี่ยวชาญเข้าไปให้คำปรึกษาและจับมือทำโปรเจคลดต้นทุน ฟรี ๆ ณ สถานประกอบการ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น

 

https://forms.gle/NdkZVeZ9gvqGCikH9
 

(เขียนในข้อเสนอแนะว่า ขอเข้าโครงการปี 2569)

 

นายภาณุพงศ์ คำผาด
วิศวกรชำนาญการ
ผู้เรียงเรียบและเขียนบทความ