(The Hidden Cost of Inventory, Why Reducing Stock is Your Quickest Path to Profit ?)
ผู้ประกอบการหลายท่านมักมองข้ามโปรเจกต์การลดสต็อกสินค้า (Inventory Reduction) หรือให้ความสำคัญน้อยกว่าการหาลูกค้าใหม่ สาเหตุหลักเป็นเพราะ "ต้นทุนที่แท้จริงของการเก็บสต็อก" (True Cost of Inventory) นั้นมักถูกมองข้าม หรือถูกประเมินต่ำกว่าความเป็นจริง เปรียบเสมือน "ภูเขาน้ำแข็ง" (Iceberg) ที่เรามักเห็นเพียงยอดที่โผล่พ้นน้ำ (มูลค่าสินค้าที่ซื้อมา) แต่สิ่งที่เรามองไม่เห็นคือส่วนมหึมาที่อยู่ใต้น้ำ ซึ่งก็คือค่าใช้จ่ายแฝงมหาศาลที่กัดกินกำไรของบริษัทอยู่เงียบๆ ทุกวัน
กฎเหล็ก 20%: ต้นทุนที่คุณอาจกำลังจ่ายโดยไม่รู้ตัว
จากการสำรวจข้อมูลบริษัทต่างๆ พบว่า ค่าใช้จ่ายในการถือครองสต็อกสินค้าโดยเฉลี่ยในระดับ Global กลม ๆ อยู่ที่ 20% ของมูลค่าสินค้า
ต่อปี (ที่มา Oracle NetSuite, Investopedia และ AbcSupplyChain) แต่ในไทยนั้นอยู่ที่ 44.7% ต่อ GDP (ที่มา รายงานโลจิสติกส์ 2567 สศช.)
ลองจินตนาการดูง่าย ๆ หากคุณมีสต็อกสินค้ามูลค่า 100 ล้านบาท กองอยู่ในโกดัง นั่นหมายความว่าถ้าตีเลขกลม ๆ คุณกำลังเสียเงินเปล่ามากกว่า 10-20 ล้านบาทต่อปี เพียงเพื่อดูแลรักษามันไว้ (หรือยังไม่รู้เลยว่าต้องทำอะไรกับมันต่อ) เงินจำนวนนี้คือเงินจมที่คุณไม่ได้นำไปใช้จ้าง
พนักงานเก่ง ๆ ไม่ได้ใช้พัฒนาสินค้าใหม่ หรือไม่ได้นำไปทำการตลาดเพื่อขยายธุรกิจ ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าหากในบางอุตสาหกรรม เช่น อาหาร (เน่าเสียได้), แฟชั่น (ตกเทรนด์เร็ว) หรือสินค้าชิ้นใหญ่ (เปลืองที่) ต้นทุนนี้อาจพุ่งสูงถึง 30-40% ต่อปีเลยทีเดียว
เจาะลึก 9 ต้นทุนแฝง: เงินคุณรั่วไหลไปทางไหนบ้าง?
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น นี่คือการแยกย่อยของตัวเลขกลม ๆ ประมาณ 20% (ของ Global) ที่มักเกิดขึ้นจริงในการทำธุรกิจ ดังนี้
1. ต้นทุนเสียโอกาสของเงินทุน (Cash Flow / Cost of Capital) ~5%
เงินที่จมอยู่กับของ คือเงินที่ไม่ได้งอกเงย หากนำเงินนี้ไปฝากแบงก์หรือลงทุนอื่นย่อมได้ผลตอบแทน หรือหากคุณกู้เงินมาซื้อของ ดอกเบี้ยเงินกู้นั้นคือต้นทุนโดยตรง
2. การลดราคาล้างสต็อก (Discounting) ~5%
เมื่อของล้น ก็ต้องจัดโปรโมชั่น ลดแลกแจกแถมเพื่อระบายออก ทำให้เสียกำไรส่วนต่าง (Margin) ที่ควรจะได้รับ
3. ค่าเช่าและคลังสินค้า (Storage) ~3.5%
ค่าเช่าโกดัง, ค่าไฟ, ค่าชั้นวางของ (Racking), และพื้นที่ที่เสียไปโดยเปล่าประโยชน์
4. ความซับซ้อนในการทำงาน (Complexity) ~3%
ยิ่งของเยอะ ยิ่งจัดการยาก เกิดความผิดพลาด (Errors), ความเครียดของพนักงาน และความล่าช้าในการค้นหาของ
5. สินค้าเสียหายและสูญหาย (Destruction) ~2%
สินค้าหมดอายุ (Expired), เสื่อมสภาพ หรือขายไม่ออกจนต้องทำลายทิ้ง
6. คุณภาพลดลง (Quality) ~1.5%
สินค้าเก่าเก็บอาจเกิดตำหนิ ต้องมาเสียเวลาซ่อมแซม (Rework) หรือคุณภาพด้อยลงตามกาลเวลา
7. ประกันภัย (Insurance) ~1%
เบี้ยประกันที่ต้องจ่ายคุ้มครองมูลค่าสินค้าในคลัง
8. การบริหารจัดการ (Management) ~0.5%
ค่าซอฟต์แวร์, ค่าแรงในการนับสต็อก (Stock Count)
9. ของหาย/ยอดไม่ตรง (Variance/Theft) ~0.5%
ของหายโดยไม่ทราบสาเหตุ หรือการถูกขโมย
ตัวเลขเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า "Inventory is Money" การลดสต็อกไม่ใช่แค่การทำให้โกดังโล่งขึ้น แต่คือการดึง "กระแสเงินสด" กลับเข้ามาในมือ และเปลี่ยนรายจ่ายแฝงให้กลายเป็น "กำไรสุทธิ" (Net Profit) ทันทีโดยไม่ต้องเพิ่มยอดขายแม้แต่บาทเดียว หากคุณต้องการเริ่มโปรเจกต์ลดสต็อก ให้ลองใช้กฎ 20% นี้คำนวณ ROI (ผลตอบแทนการลงทุน) เบื้องต้นดู แล้วคุณจะพบว่าขุมทรัพย์ในบริษัทของคุณ อาจซ่อนอยู่ในโกดังหลังบ้านนี่เอง
และถ้าคุณไม่รู้จะเริ่มโครงการลดสต๊อกยังไง ติดต่อ "กองโลจิสติกส์ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม" ได้เลยครับ อบรมฟรี โครงการฟรี
มีผู้เชี่ยวชาญเข้าไปให้คำปรึกษาและจับมือทำโปรเจคลดต้นทุน ฟรี ๆ ณ สถานประกอบการ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น
https://forms.gle/NdkZVeZ9gvqGCikH9
(เขียนในข้อเสนอแนะว่า ขอเข้าโครงการปี 2569)
นายภาณุพงศ์ คำผาด
วิศวกรชำนาญการ
ผู้เรียงเรียบและเขียนบทความ